วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระปุคคะลุะปัญญัติ (หน้า ๗)


                    เสขะปฏิปทา  คือ  ทางดำเนินของพระอริยบุคคล  
                    ยังมิบรรลุอรหัตตผล  มีจรณะ ๑๕  เป็นไปเพื่อถึงซึ่งวิชชา  
                    อันประกอบด้วยประการต่าง ๆ  ดังนี้

                    -  สีลสัมปทา  การถึงพร้อมด้วยศีลประการต่าง ๆ

                 
                    -  อุบาสกอุบาสิกา  ย่อมรักษากาย  วาจา  เรียบร้อยปฏิบัติ
                       ในทำนองคลองธรรม
                   
                    -  สงฆ์สมณะ  ย่อมสำรวมในพระปาฏิโมกข์  มิประพฤติ
                       ย่อหย่อนรุ่มร่าม เป็นผู้เห็นภัยอาบัติเพียงเล็กน้อย  
                       (บุหรี่มีโทษควรงดสูบเด็ดขาด) เป็นผู้รู้ซึ่งถึงที่โคจรแลอโคจร
                 
                    -  อินทรีย์สังวร  การสำรวมอินทรีย์  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  
                       มิให้ยินดียินร้ายเข้าครอบงำ
               
                    -  โภชนมัตตัญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการ
                       บริโภค  พิจารณาแล้วย่อมบริโภค  แลเพ่งประโยชน์อันเกิด
                       จากอาหารนั้น  ไม่มักกินด้วยการขาดสติดังนี้
               
                   -  ชาค์ริยานุโยค  ประกอบด้วยความเพียร  มิเห็นแก่
                       การหลับนอน  มิให้ความง่วงเหงา  ซึมเซาเป็นเจ้ากรรม
                         
                               *  ยามกลางวัน  ย่อมชำระจิตจากนิวรณ์ด้วย
                                   เดินบ้าง  นั่งบ้าง  ตลอดเช้าจรดเย็น
                               *  ยามกลางคืน  มียามต้น  ย่อมชำระล้าง
                                  จิตที่คิดกุศล  อกุศล ด้วยธรรม
                               *  ยามกลาง  พักผ่อนหลับนอนด้วยอริยสีหไสยาสน์
                               *  ยามสุดท้าย  ย่อมปลุกจิตแลกายบำเพ็ญเพียรมิย่นย่อ

                   -  สัทธา  ความเชื่อในการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า  

                      เชื่อกรรมแลผลของกรรมนั้น

                   -  หิริ  ความเป็นผู้ละอายต่อกาย  วาจา  แลใจทุจริต  

                      มีความสยะแสยงต่อบาปอกุศลทั้งปวง

                   -  โอตตัปปะ  ความเป็นผู้เกรงกลัวต่อผลของบาปอกุศลทั้งปวง


                   -  พาหุสัจจะ  ความเป็นผู้ได้ยินแลฟังมาก  คือ ฟังธรรมมี

                      ความไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง  ไพเราะในที่สุด  
                      แลยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้น  และไม่ทอดธุระในกุศลธรรมนั้น

                   -  สติ  ความระลึกได้ด้วยใจ  ถึงกิจที่ทำ  แลคำที่พูด

                      แล้วแม้นานได้

                   -  ปัญญา  คือ  อริยปัญญารู้แจ้งความเกิดดับแห่งสังขาร

                      ภายใน  มีปรีชาหยั่งรู้ธรรมดานิยม  ฉลาดรู้เหตุรู้ผลแห่ง
                      ความเจริญแลความเสื่อม  แล้วย่อมแจ้งประจักษ์ใจ

                  -  ฌาน  การเพ่งกระแสอารมณ์ด้วยใจแน่วแน่ผ่าน

                     อัปนาสมาธิ  บังเกิดปูรณะสังขยาประณีตแล้วบังเกิด
                     ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  แลจตุตถฌาน  ดังนี้แล

อะภะยูปะระโต,  

คือ  บุคคลผู้มีปัญญากล้าหาญ  ทำลายขันธสันดานเป็นสมุจเฉทปหาน  
ตัดบาปธรรมทั้งปวง  ล่วงถึงประโยชน์ยิ่งใหญ่  หมดเวรหมดภัย  
เข้าถึงวิมุติหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายทั้งปวง  (อรหันต์)

ภัพพาคะมะโน,

คือ  บุคคลผู้มีวาสนาบารมีน้อย  มิอาจทำให้แจ้งซึ่งมรรคแลผล  
มิอาจเป็นอริยบุคคลในสมัยปัจจุบันชาตินี้  เป็นผู้อาภัพอับวาสนา
ด้วยบุพกรรม ๑๑  ประเภท  คือ

                  -  เถยยสังวาส  บุคคลลักเพศ  คือ   บุคคลใดกระทำอันหนึ่ง

                     อันใดก็ห้ามอุปสมบท  ห้ามมรรคผลผลผลนิพพาน  
                     มิอาจจะให้สำเร็จมรรคผล  ว่าโดยพิสดารของบุคคล
                     ลักเพศมี  ๓  ประการ คือ
                 
                            *  ลิงคเถนะกะ  การเอาผ้ากาสาวพัสตร์นุ่งห่มเอง  
                                แล้วเที่ยวประกาศให้ภิกษุสามเณร นับถือยินดีรับอภิวาท  
                                แลอาสนะตามลำดับพรรษา

                           *  สังวาสเถนะกะ  บรรพชาเป็นสามเณรแล้วตั้งตัว

                               เป็นพระภิกษุ  เที่ยวประกาศไป กระทำอุโบสถแล
                               ปวารณากรรมด้วยสงฆ์ทั้งปวง

                          *   อุภัยเถนะกะ  บุคคลใด  เอาผ้ากาสวภัสตร์  

                               นุ่งห่มเอง  ตั้งตนเป็นภิกษุนับวัสสาอายุ
                               ยินดีรับอภิวาทและอาสนะ

                  -  บัณเฑาะว์  บุคคลไม่ปรากฏว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง  

                     เป็นกะเทยโดยกำเนิด  ชายผู้ถูกตอน (ขันที)  
                     ชายผูมีราคะกล้าประพฤตินอกจารีตในทางเสพกาม

                  -  ติตถิยปักกันตะ  ภิกษุอันใดไปสู่สำนักเดียรถีย์  

                     แลถือเอาในลัทธิข้างเดียรถีย์นั้น

                  -  อุภโตพยัญชนก  คือ  บุคคล  ๒  พวก

                         
                          *  อิตถีอุภโตพยัญชนก  ผู้มีเพศเดิมเป็นสตรี 
                              มีกายแลใจเป็นทั้งบุรุษแลสตรี
                          
                         *  บุรุษอุภโตพยัญชนก  ผู้มีเพศเดิมเป็นบุรุษ  
                             มีกายแลใจเป็นทั้งสตรีและบุรุษ

                  -  เดียรฉาน  เปมื่อปฏิสนธิเป็นอเหตุกะ  

                     ห้ามบรรพชาและอุปสมบท (เช่น พญานาค)

                  -  ภิกขุณีทูสกะ  บุคคลผู้ประทุษร้ายแก่ภิกษุณี


                  -  ปิตุฆาต  บุคคลผูฆ่าบิดา


                  -  มาตุปิฆาต  บุคคลผู้ฆ่ามารดา


                  -  อรหันตฆาต  บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์โลหิตุปบาท  บุคคล

                     ผู้กระทำให้เลือดห้ออันบังเกิดขึ้นในพระวรกายของ
                     พระผู้มีพระภาค



..............................


(ยังมีต่ออีก)









วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระปุคคะละปัญญัตติ (หน้า ๖)


ปุถุชะโน,
คือ  บุคคลที่มีสันดานหนาไปด้วยกิเลสนานาประการ 
แลถูกรัดรึงด้วยสังโยชน์ มีประการต่าง ๆ  เป็นเจ้าเรือน  
มีกิเลสเป็นเจ้ากรรม  คือ

      -  โลโก  ความโลภเพ่งเล็งอยากได้ของเขา

    
      -  โทโส  ความประทุษร้ายทำลายเขา
    
      -  โกโธ  ความโกรธเคืองเขา  แม้ว่าเพียงเล็กน้อยก็
          ปล่อยอารมณ์โกรธเคือง
    
      -  มาโน  ความเย่อหยิ่งถือเขาถือเราถือตัวถือตน
    
      -  ทิฏฐิ  ความเห็นผิด  ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐินั้น
   
      -  ทุพพะโจ  ความเป็นผู้ว่ายากสอนยาก
    
      -  ปาปมิตโต  ความเป็นผู้ชอบคบคนพาลเป็นมิตร  
         เมาเหล้าเมายาการพนัน
    
      -  ติดโต  ความเป็นผู้ตระหนี่ในทานบริจาคบริโภคเฉพาะตน
     
      -  ถัมโภ  ความแข็งกระด้างดื้อดึง  เมื่อเขาสั่งสอนว่า
          กล่าวโดยธรรม  โดยชอบ
    
      -  อะติมาโน  ความดูถูกล่วงเกินผู้อื่น
    
      -  มะโท  ความเมาหลงในร่างกายที่ป่วยไข้อยู่เป็นนิจ  
         ต้องกินยาและข้าวน้ำทุกเช้าค่ำ  มาสำคัญว่าไม่มีโรค
    
      -  มายา  ความเป็นคนเจ้าเล่ห์เจ้ากล
     
      -  ถีนัง  ความเป็นผู้เงียบเหงาซบเซา
    
      -  อะหิริกัง  ความเป็นผู้ไม่ละอายต่อบาปอกุศล
    
      -  อโนตตัปปัง  ความเป็นผู้ไม่เกรงกลัวต่อบาปอกุศล  
         ก็แลสังโยชน์อันเป็นกรรม  ผูกมัดรัดรึงสัตว์ไว้ในสังสารวัฏฏ์
         ให้สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายเวียนเกิดเวียนตายอยู่สิ้นกาลนาน  
         ธรรมนี้แหละได้ชื่อว่าสังโยชน์  ๑๐  ประการ  คือ

  1. สักกายะทิฏฐิสังโยชน์  ความเห็นผิดยึดมั่นถือมั่นในสิ่งผิด ถือตัวถือตน  (ตัวกูของกู)
  2. วิจิกิจฉาสังโยชน์  ความเป็นผู้สงสัยในพระรัตนตรัย  สงสัยในผลทานผลศีลผลภาวนา  ผลแผ่เมตตา  นั่นเป็นพุทธพจน์  นั่นไม่ใช่พุทธพจน์  ทำความเห็นเข้าข้างตนเอง  ให้เกิดความเคลือบแคลงในธรรมทั้งหลาย
  3. สีลัพพัตตปรามาสสังโยชน์  ความเป็นผู้ถือไปในลัทธิเดียรถีร์นิครน  เลื่อมใสในการทรงเจ้าเข้าผี  แลยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลแลวัตร  คือถือว่าเพียงประพฤติศีลแลวัตรให้เคร่งครัด  ก็จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้  ไม่ต้องอาศัยซึ่งสมาธิ  แลปัญญา
  4. กามราคะสังโยชน์  ความเป็นผู้มีตัณหาอันมีลักษณะให้ปรารถนากิเลสกาม  วัสดุกาม  (วัตถุกาม) ปรารถนาจะใคร่ชมเชยกามราคะ  ดำกฤษณา  ปรารถนาเครื่องนุ่งห่ม  เครื่องประดับถนิมพิมพ์ภรณ์  เครื่องใช้เครื่องสอยอันประกอบด้วยวิญญาณ  แลหาวิญญาณมิได้  ปรารถนาจะใคร่มียศศักดิ์บรรดาศักดิ์  เป็นเศรษฐีคฤหบดี  ปรารถนาใคร่เป็นอินทร์เป็นพรหมเป็นบรมจักรพรรดิ์  ปรารถนาจะใคร่เสวยสมบัติอยู่ในกามภพ  ย่อมไกลจากเมืองแก้ว  ไม่คลาดแคล้วบ่วงมาร  ย่อมไกลจากพระนิพพานเพราะกามราคะสังโยชน์
  5. ปฏิฆะสังโยชน์  ความที่จิตหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ  แล้วแลเกิดขึ้นเป็นสันดานให้ขึ้งเคียดเดียดฉันท์  ขัดเนื้อแค้นใจย่อมจะต้องเวียนเกิดเวียนตายในสังสารวัฏฏ์อยู่ตราบนั้นแล
  6. รูปราคะสังโยชน์  ความปรารถนาจะใคร่บังเกิดในรูปพรหม  ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าบังเกิดบนพรหมโลกย่อมไม่รู้แก่  รู้เจ็บ  รู้ตาย  จะมีแต่ความสบายถ่ายเดียว
  7. อรูปสังโยชน์  ความปรารถนาจะใคร่บังเกิดในอรูปพรหม  แล้วจะถึงวิมุติสุขหลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง
  8. มานะสังโยชน์  ความเย่อหยิ่งถือเขาถือเรา  ถือตัว  ถือตน  มีอหังการมะมังการเป็นเจ้าเรือน  ถือในลาภยศ  สรรเสริญ  สุข นิกาย  หลงทาง  หลงยึดศาสนา  โมฆะ  ย่อมวิบัติจากธรรม
  9. อุทธัจจะสังโยชน์  ความเป็นผู้มีสภาวะจิตจิตฟุ้งซ่าน  ซัดส่ายในบาปอกุศล  หากมีอยู่ในสันดานตราบใด  ก็จะวนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ไม่รู้จบสิ้น
  10. อวิชชาสังโยชน์  ความไม่รู้จริงอันปิดป้องกำบังไว้ด้วยปัญญาในพระไตรลักษณ์  คือ มิได้เห็นพระอนิจจัง  พระทุกขัง  พระอนัตตา  มิได้เห็นผลแห่งการรักษาศีล  จำเริญสมาธิภาวนา  สดับฟังพระสัทธรรมเทศนา  มิได้พิจารณาเห็นคุณแลโทษประโยชน์  แลมิใช่ประโยชน์  เพราะอวิชชาเป็นใหญ่ในสังโยชน์ทั้งปวง  วนเกิดวนแก่  วนเจ็บ  วนตาย  ความโศกเศร้าร่ำไรรำพันก็จะบังเกิดมีอยู่ตราบนั้น  ด้วยไม่รู้ทุกข์  ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์  ไม่รู้ความดับทุกข์  ไม่รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ไม่รู้อดีตไม่รู้อนาคตและไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทดังนี้แล
โคตระภู,
คือ  บุคคลผู้มีปัญญากล้าหาญ  ครอบงำเสียแล้วซึ่งปุถุชนคนธรรมดา  
เจริญทาน  ศีล  ภาวนา  มีปัญญารู้ตาม  แล้วน้อมนำมาพิจารณา  
เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์  เห็นคุณแลโทษ  ได้รับประโยชน์เกือบ
ถึงความเป็นอริยบุคคลโดยแท้

ภะยูปะระโต,
คือ  บุคคลผู้เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์  งดเว้นความชั่วเพราะกลัวบาป  
หมั่นเจริญทาน  ศีล  ภาวนา  แลบรรลุถึงซึ่่งพระเสขะบุคคล  ๗  ประเภท  
(โสดามรรค - อรหัตตมรรค) แล้วบำเพ็ญเพียรปฏิบัติเสขะปฏิปทา 
เพื่อบรรลุคุณวิเศษเป็นปริโยสาน


......................................


(ยังมีต่ออีก)












วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระปุคคะละปัญญัติ (หน้า ๕)


อะสะมะยะ  วิมุตโต,
คือ  บุคคลผู้พ้นบ่วงมารกิเลสของโลก  เป็นสมุจเฉทประหาร  
ถึงแล้วซึ่งพระอรหันต์  ๔  ประเภท
    
       -  สุขะวิปัสสะโก  ได้กระทำกิเลสธรรมทั้งปวงให้
          เหือดแห้งไปจากสันดาน
    
      -  เดวิชโช  ได้กระทำกิเลสธรรมทั้งปวงให้แจ้ง
         ด้วยความรู้พิเศษ  คือ
       
               *  ปุพเพนิวาสานิสติญาณ  ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
      
               *  จุตูปปาตะญาณ  ญาณที่ทำให้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย
       
               *  อาสวัคขะยะญาณ  ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นได้
       
     
      - ฉะฬะอภิญโญณาณ  ได้กระทำกิเลสธรรมทั้งปวงให้แจ้ง  
        ด้วยความรู้ยิ่ง
         
              *  อิทธิวิธิ  ญาณที่ทำให้แสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ได้
  
              *  ทิพพะโสตญาณ  ญาณที่ทำให้ได้หูทิพย์

              *  เจโตปปะริยะญาณ  ญาณที่หยั่งรู้จิตของผู้อื่นได้

      
              *  ปุพเพนิวาสานุสติญาณ  ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ 
      
              *  อาสวักขะยะญาณ  ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป


    -  ปฏิสัมภิทัปปัตโต  

       ได้กระทำกิเลสธรรมทั้งปวงให้แจ้ง   พร้อมความรู้
        แตกฉานในญาณ  คือ
      
             *  อัตถะปะฏิสัมภิทาญาณ  ญาณหยั่งรู้แลแตกฉานในอรรถธรรม
      
             *  ธัมมะปะฏิสัมภิทาญาณ  ญาณหยั่งรู้  แลแตกฉานในธรรม
      
             *  นิรุตติปะฏิสัมภิทาญาณ  ญาณหยั่งรู้และแตฉานในภาษา
      
             *  ปฏิภาณปะฏิสัมภิทาญาณ  ญาณหยั่งรู้และแตกฉานในปฏิภาณ

กุปปะธัมโม,

คือ  บุคคลผู้สำเร็จฌานโลกีย์  ที่กำเริบเสื่อมสลายแลฉิบหาย
ได้ด้วยเหตุ  คือ
   
   -  จิตมีสันดานบาปอกุศล  ประทุษร้ายทำลายล้างในพระพุทธ  
       ในพระธรรมแลในพระสงฆ์  ก็วิบัติจากฌาน,
  
   -  แลรูปบุรุษสัตรีมีความกำหนัด  ก็วิบัติจากฌาน,

   -  ฟังเสียงบุรุษสตรีมีความกำหนัด  ก็วิบัติจากฌาน,
    
   -  กำหนัดในกลิ่นรสสัมผัส  ก็วิบัติจากฌาน,

กะกุปปะธัมโม,

คือ  บุคคลผู้สำเร็จฌานโลกีย์  แลมิได้ฉิบหายเสื่อมสลายสูญหาย
ไปด้วย  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  สัมผัส  ธัมมารมณ์  มีความแนบแน่นถาวรอันดี

ปะริหานะธัมโม,

คือ  บุคคลผู้สำเร็จฌานสมาบัติสูงขึ้นไปแล้ว  แลถอยกลับมา
ถึงฌานเบื้องต่ำ  ไม่มั่นคงในฌาน  จตุตถฌานแล้ว  
ก็หายลับกลับได้เพียงปฐมฌานเพียงนี้

อะปะริหานะธัมโม,

คือ  บุคคลผู้สำเร็จฌานสมาบัติอันมิเสื่อม  ทรงฌานสมาบัติสูงได้แล้ว  
แลมิได้เสื่อม  มิถอยลงมาฌานเบื้องต่ำ  เมื่อได้ปฐมฌานก็ถึงทุติยฌาน  
ตติยฌาน  จตุตถฌานสืบต่อไป

เจตะนาภัพโพ,

คือ  บุคคลผู้ถึงแล้วซึ่งพระโสดา  ปฏิบัติให้เจริญถึงกระทำให้เจริญ
ถึงพระสกิทาคา  พระอนาคา  (สถิตเฉพาะชั้นสุทธาวาส)  อันได้เกิดใน
รูปพรหมแล้ว  แลมิได้ถอยลงมาเกิดในชั้นเบื้องต่ำ  บังเกิดในภพสูง
ขึ้นตลอดไป  จนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน  
จะกลับบังเกิดในมนุษย์โลกหามิได้

อะนุรักขะนาภัพโพ,


คือ  บุคคลสำเร็จแล้วด้วยฌานโลกีย์  แล้วแตกกายเพราะกายดับ  

บังเกิดในพรหมโลกเบื้องต่ำ  แล้วเพียงพยายามเจริญฌานที่ได้แล้ว  
ก็ได้ฌานอันสูงสืบไปพร้อมทั้งเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน  
จุติจากพรหมโลกเบื้องต่ำแล้ว  ก็บังเกิดในพรหมโลูกชึ้ั้นสูงขึ้นไป 
จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน ในชั้นพรหมสุทธาวาสนั้นแล


  

..............................................



(ยังมีต่ออีก)