วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระปุคคะละปัญญัตติ (หน้า ๔)


บุคคลที่มีจำนวน  ๑๐  คือ 

-  เอกะพิชีโสดา  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  ทำพอประมาณในสมาธิ  ทำพอ

ประมาณในปัญญา  เกิดเป็นมนุษย์เพียงครั้งเดียว  ก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  โกลังโกละโสดา  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  ทำพอประมาณในสมาธิ  

ทำพอประมาณในปัญญาเกิดเป็นมนุษย์  ๒-๓  สกุลก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  สัตตักขัตตุปะสะมะโสดา  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  ทำพอประมาณในสมาธิ  

ทำพอประมาณในปัญญา  ท่องเที่ยวไปในเทพแลมนุษย์  อย่างมากเพียง ๗ ครั้ง  
ก็ทำที่สุดแห่งมนุษย์ได้

-  สกิทาคามี  ผู้บริบูรณ์ในศีล  พอประมาณในสมาธิ  พอประมาณในปัญญา  

สิ้นสังโยชน์ ๓  แลเพราะมีราคะ  โทสะ  โมหะ  ลดลง  จึงสู่โลกนี้เพียง
ครั้งเดียวก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  บริบูรณ์ด้วยสมาธิ  

ทำพอประมาณในปัญญา  ย่อมดับกิเลสในพรหมภูมิ  ด้วยความพยายาม  
ก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  สสังขารปรินิพพายี  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  บริบูรณ์ด้วยสมาธิ  ทำพอ

ประมาณในปัญญา  ย่อมดับกเลสในพรหมภูม  ด้วยความพยายามก็
ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  อสังขารปรินิพพายี  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  บริบูรณ์ด้วยสมาธิ  ทำพอประมาณ

ในปัญญา  ย่อมดับกิเลสในพรหมภูมิ  มิต้องใช้ความพยายามก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  อุปหัจจปรินิพพายี  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล บริบูรณ์ด้วยสมาธิ  ทำพอประมาณ

ในปัญญา  ย่อมดับกิเลสในพรหมภูมิ  เพียงกึ่งอายุก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  อันตราปรินิพพายี  ผู้บริบูรณ์ด้วยศีล  บริบูรณ์ด้วยสมาธิ  ทำพอประมาณ

ในปัญญา  ย่อมดับกิเลสในพรหมภูมิ  เพียงไม่ถึงกึ่งอายุ  ก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

-  พระอรหัตตผล  ผู้บริบูรณ์ด้วยอธิศีลสิกขา  บริบูรณ์ด้วยอธิจิตสิกขา  

(สมาธิ)  บริบูรณ์ด้วยอธิปัญญาสิกขา  แจ้งแล้วซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุติ  
อันไม่มีอาสวะ  ถึงซึ่งพระนิพพาน

กิตตาวะตา  ปุคคะลานัง  ปุคคะละปัญญัตติ,

บุคคลบัญญัติ  จัดบุคคลได้มากน้อยประการใด,

สะมะยะวิมุตโต,

คือ  บุคคลถึงแล้วซึ่งโลกุตรภูมิ  ถึงซึ่งความเป็นอริยบุคคล  พ้นจากจตุรบาย
ทั้งปวง  คือ

       -  พระเอกะพิชีโสดา  เกิดในโลกนี้เพียงชาติเดียว  ก็บรรลุธรรม

       -  พระโกลังโกละโสดา  เกิดในโลกนี้เพียง ๒-๓ ชาติก็บรรลุธรรม
       -  พระสัตตักขัตตุปะสะมะโสดา  เกิดในโลกนี้เพียง ๗  ชาติ  ก็บรรลึธรรม
       -  พระสกิทาคามิบุคคล  เกิดในโลกนี้เพียงชาติเดียว  ก็บรรลุธรรม
       -  พระอนาคามิบุคคล  บรรลุธรรมในสุทธาวาสมหาพรหม  (ใน ๕  ชั้น)



....................................


(ยังมีต่อ)  

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระปุคคะละบัญญัติ (หน้า ๓)


บุคคลที่มีจำนวน  ๗  คือ

-  ผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำล้วน  จมน้ำแล้วไม่โผล่ขึ้นเลย


-  ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม  แต่เสื่อมไปเสมือนโผล่แล้วจมลง


-  ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม  เสมือนโผล่น้ำแล้วลอยอยู่มิจมลง


-  ผู้แจ้งแล้วคือพระโสดาบัน  เสมือนโผล่น้ำแล้วเห็นแจ่มแจ้ง


-  ผู้แจ้งแล้วคือพระสกิทาคามี  เสมือนโผล่น้ำแล้วว่ายเข้าหาฝั่ง


-  ผู้แจ้งแล้วคือพระอนาคามี  เสมือนโผล่น้ำไปถึงที่ตื้น


-  ผู้แจ้งแล้วคือพระอรหันต์  เสมือนโผล่ข้ามฝั่งแล้วยืนบนบกได้แล้ว


บุคคลที่มีจำนวน  ๘  คือ  บุคคลสมบูรณ์ด้วยมรรค  ๔  ผล  ๔


-  พระโสดาปัตติมรรค,  ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล  คือ ความเป็นพระโสดาบันญาณ  

    คือ ความรู้เป็นเหตุให้ละสังโยชน์  ๓  คือ  สักกายะทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส

-  พระโสดาปัตติผล,  ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์  ๓  ถึงกระแสสู่พระนิพพาน


-  พระสกทาคามิมรรค,  ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล  คือ  ความเป็นพระสกทาคามิผลญาณ  

   คือ  ความรู้เป็น      เหตุให้ละสังดยชน์  ๓  และทำราคะ  โทสะ  โมหะ ให้เบาบางลง

-  พระสกทาคามิผล,  ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์  ๓  แลทำราคะ  โทสะ  

   โมหะให้เบาบางลง  อันสืบเนื่องจากสกทาคามิมรรค

-  พระอนาคามิมรรค,  ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล  คือ  ความเป็นพระอนาคามิผลญาณ  

   คือ ความรู้เป็นเหตุให้ละโอรัมภาคียสังโยชน์ได้ทั้ง ๕  คือ  ละสังโยชน์ได้ทั้ง  ๕  
   คือ  ละได้เด็ดขาด   เพิ่มอีก  ๒  คือ  กามราคะ  และปฏิฆะ

-  พระอนาคามีผล,  ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์  ๕  

   คือ  สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส  กามราคะ  และปฏิฆะ

-  พระอรหัตตมรรค,  ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล  คือ  ความเป็นอรหันต์  

   ญาณ  คือ  ความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ ข้อ,

-  พระอรหัตตผล,  ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ทั้งหมด  สำเร็จเป็นพระอรหันต์ดังนี้


บุคคลที่มีจำนวน  ๙  คือ


-  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้เอง และตั้งพระศาสนา


-  พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้ได้เองแต่มิได้ตั้งพระศาสนา


-  อุภโตภาควิมุติ  ผู้พ้นด้วยสมาธิและปัญญา


-  ปัญญาวิมุติ  ผู้พ้นด้วยปัญญาประการเดียว


-  กายสักขี  ผู้เห็นธรรมด้วยนามกาย  (พิจารณารู้เท่าทันกาย)  สิ้นอาสวะบางส่วน


-  ทิฏฐิปัตตะ  ผู้เห็นสัจจธรรมด้วยปัญญาสิ้นอาสวะบางส่วน


-  สัทธาวิมุติ  ผู้พ้นด้วยศรัทธา  สิ้นอาสวะบางส่วน


-  ธัมมานุสารี  ผู้แล่นไปตามธรรม  คือ  ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสตาปัตติผล  มีปัญญาออกหน้า


-  สัทธานุสารี  ผู้แล่นไปตามศรัทธา  คือ ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล  มีศรัทธาออกหน้า



(ยังมีต่ออีก)

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พระปุคคะละปัญญัตติ (หน้า ๒)


แลว่าโดยสภาวะที่เป็นธาตุ  ๑๘  คือ

-  จักขุธาตุ  ธาตุ  คือ  ตา


-  รูปธาตุ  ธาตุ  คือ  รู  สีสัน  วรรณะ


-  จักขุวิญญาณธาตุ  ธาตุ  คือ  ความรู้อารมณ์ทางตา,


-  โสตะธาตุ  ธาตุ  คือ  หู,


-  สัททะธาตุ  ธาตุ  คือ  เสียง,


-  โสตะวิญญาณธาตุ  ธาตุ  คือ  ความรู้อารมณ์ทางหู,


-  ฆานะธาตุ  ธาตุ  คือ  จมูก,


-  คันธะธาตุ  ธาตุ  คือ  กลิ่น,


-  ฆานะวิญญาณธาตุ  ธาตุ  คือ  ความรู้อารมณ์ทางจมูก,


-  ชิวหาธาตุ  ธาตุ  คือ  ลิ้น,


-  ระสะธาตุ  ธาตุ  คือ  รส,


-  ชิวหาวิญญาณธาตุ  ธาตุ  คือ  ความรู้อารมณ์ทางลิ้น,


-  กายะธาตุ  ธาตุ  คือ  กาย,


-  โผฏฐัพพะธาตุ  ธาตุ  คือ  สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย


-  กายะวิญญาณธาตุ  ธาตุ  คือ  ความรู้อารมณ์ทางกาย,


-  มะโนธาตุ  ธาตุ  คือ  ใจ,


-  ธัมมะธาตุ  ธาตุ  คือ  สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ,


-  มะโนวิญญาณธาตุ  ธาตุ  คือ  ความรู้อารมณ์ทางใจ,


สัจจะบัญญัติ, 

บัญญัติอันเป็นอริยะสัจธรรมที่แท้จริงอันประเสริฐ  ๔  ประการ  
คือ  (ทางเดินของพระอริยะ)  ได้แก่


                  -  ทุกขะสัจจะ   ความจริง  อันเป็นผลให้เกิดทุกข์
                  -  สมุทยสัจจะ  ความจริง  คือ  เหตุให้เกิดทุกข์  (ทุกข์เกิด)
                  -  นิโรธสัจจะ   ความจริง  คือ  ความดับทุกข์
                  -  มัคคสัจจะ    ความจริง  คือ  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

                  แลว่าด้วยความจริง  คือ

                 -  สมมุติสัจจะ  จริงโดยสมมุติว่าเป็นคน  เป็นสัตว์  
                    เป็นนั่นเป็นนี่  มียศศักดิ์
                 -  ปรมัตถะสัจจะ  จริงโดยปรมัตถ์ว่าเป็น  รูป  เวทนา  
                    สัญญา  สังขาร  วิญญาณ

อินทรียะปัญญัตติ,

ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน  โดยความหมายลบัญญัตติว่า  
เป็นเจ้าการครอบงำเสียซึ่งธรรมตรงข้ามว่า  ตาเป็นใหญ่ในการเห็น  
หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน  ประกอบด้วยอินทรีย์  ๒๒  คือ

 -  จักขุนทรีย์  อินทรีย  คือ  ตา
               
 -  โสตินทรีย์  อินทรีย์  คือ  หู
                
 -  ฆานินทรีย์  อินทรีย์  คือ  จมูก
                
 -  ชิวหินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ลิ้น
                 
-  กายินทรีย์  อินทรีย์  คือ  กาย
                
-  มนินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ใจ
                
 -  อิตถินทรีย์  อินทรีย์  คือ  หญิง
                 
-  ปุริสินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ชาย
                 
-  ชีวิตินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ชีวิต
                
 -  สุขินทรีย์  อินทรีย์  คือ  สุข
                
 -  ทุกขินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ทุกข์
                 
-  โสมนัสสินทรีย์  อินทรีย์  คือ  โสมนัส  (สุขใจ)
                 
-  โทมนัสสินทรีย์  อินทรีย  คือ  โทมนัส  (ทุกข์ใจ)
                 
-  อุเปกขินทรีย์  อินทรีย์  คือ  อุเบกขา, (เฉย ๆ  ไม่สุขไม่ทุกข์)
                 
-  สัทธินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ความเชื่อ,
                 
-  วิริยินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ความเพียร,
                
 -  สตินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ความระลึกได้,
                 
-  สมาธินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ความตั้งใจมั่น,
                
 -  ปัญญินทรีย์  อินทรีย์  คือ  ปัญญา,
                 
-  อะนัญญะตัญญัสสามีตินทรีย์   อินทรีย์  
   คือ  อัธยาศรัยที่มุ่งบรรลุมรรคผลของผู้ปฏิบัติ,  (โสดาบัน)
                 
-  อัญญินทรีย์  อินทรีย์  คือ  การตรัสรู้สัจจธรรมด้วยมรรค,  
   (โสดามรรค  สกิทาคามรรค  อนาคามรรค และอรหัตมรรค)
                 
-  อัญญาตาวินทรีย์  อินทรีย์ของพระอรหันต์  
   ผู้ตรัสรู้สัจจธรรมแล้ว

ปุคคะละ  ปัญญัตติ,
บัญญัติอันจำแนกบุคคล  แยกโดยธรรมมีประการต่าง ๆ  ๑๐  บุคคล  คือ  

บุคคลที่มีจำนวน ๑  คือ
-  สมสีสี  ผู้มีความสิ้นอาสวะ  และความสิ้นชีวิตมีพร้อมกัน  
  (ตายพร้อมสิ้นกิเลส ฯลฯ)

บุคคลที่มีจำนวน  ๒  คือ
-  โกธโน  เป็นผู้มักโกรธ
-  อุปนาโห  เป็นผู้ผูกโกรธ  ฯลฯ

บุคคลที่มีจำนวน  ๓  คือ
-  นิราโส  ผู้ไม่มีความหวัง  (ไม่สามารถเป็นอริยบุคคลได้)
-  อาสังโส  ผู้มีหวัง
-  วิคตาโส  ผู้ปราศจากความหวัง  ฯลฯ

บุคคลที่มีจำนวน  ๔   คือ
-  สาวัชโช  ผู้มีแต่โทษ
-  วัชชะพะหุโล  ผู้มากไปด้วยโทษ
-  อัปปะสาวัชโช  ผู้มีโทษน้อย
-  อะนะวะวัชโช  ผู้ไม่มีโทษ

ก็แลจตุกกบุคคล  ๔  จำพวก  คือ
-  ตโมโชติปรายโน  บุคคลมาที่มืด  จะไปที่สว่าง
-  โชติตมปรายโน  บุคคมาที่สว่าง  จะไปที่มืด
-  โชติโชติปรายโน  บุคคลมาที่สว่าง  จะไปที่สว่าง
-  ตโมตมปรายโน  บุคคลมาที่มืด  จะไปที่มืด

บุคคลที่มีจำนวน  ๕  คือ 
-  ผู้ให้เขาแล้วดูหมิ่นเขา
-  ผู้ดูหมิ่นเพราะอยู่ร่วมกัน
-  ผู้หูเบาเชื่อง่าย
-  ผู้โลเลไม่แน่นอน
-  ผู้โง่เขลาเบาปัญญา  ฯลฯ

บุคคลที่มีจำนวน  ๖  คือ
-  พระสัพพัญญูตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง
-  พระปัจเจกพุทธเจ้า  ผู้ไม่ประกาศพระศาสนา
-  พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
-  พระอรหันต์ขีณาสพ  ผู้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์
-  พระอนาคามี  ที่ยังไม่แจ้งถึงพระนิพพาน
-  พระโสดาบันและพระสกิทาคามีไม่ทำที่สุดแห่ง
   กองทุกข์ได้ในปัจจุบัน


(ยังมีต่อ)