วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

๗. พระสมันตะมหาปัฎฐาน (ตอน๑)


(๒๓ วันเทพพรหมสำเร็จ ๔๐ โกฎิ)

เหตุปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายหลั่งไหลมาแต่เหตุ  เพราะเหตุเป็นปัจจัยกุศลแลอกุศลทั้งปวง
หากหาเหตุช่วยอุดหนุนค้ำจุนมิได้แล้ว  ก็มิอาจบังเกิดขึ้นในจิตสันดานแห่ง
ฝูงสัตว์โลกทั้งปวง  เมื่อใดมีเหตุปัจจัยเป็นอุปการะแล้ว  กุศลแลอกุศลจึง
บังเกิดตั้งมั่นในกาลนั้น

             -  กุศล  ย่อมนำปฏิสนธิในฉกามาพจรสวรรค์  รูปพรหมสิบหกชั้น
                อรูปพรหมสี่ชั้นแลมนุษย์ทั้งหลาย

             -  อกุศล  ย่อมนำปฏิสนธิในอบายภูมิทั้งสี่  นรก  เปรต  
                กสุรกายแลสัตว์เดรัจฉาน,

อารัมะณะ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง  ที่มีความยินดีพอใจเป็นอิฏฐารมณ์  ไม่ยินดีพอใจ
เป็นอนิฏฐารมณ์  ประกอบด้วยองค์  ๖  ประการ  คือ

            -  รูปารมณ์  คือ  รูปสรรพสิ่งทั้งปวง  ปรากฏเห็นรูปด้วย
               จักขุทวาร  รูปชั่วก็ดี ประณีตก็ดี  หยาบก็ดี  ละเอียดก็ดี  
               เป็นอารมณ์แห่งจิตพอใจและไม่พอใจ

            -  สัทธารมณ์  คือ  สรรพเสียงทั้งปวงปรากฏกระทบด้วย
               โสตทวาร  ย่อมเป็นอรมณ์แห่งจิตพอใจและไม่พอใจ

            -  คันธารมณ์  คือ  สรรพกลิ่นทั้งปวง  ปรากฎกระทบด้วยฆานะทวาร
                ย่อมเป็นอารม์แห่งจิตพอใจและไม่พอใจ

            -  รสารมณ์  คือ  สรรพรสทั้งปวง  ปรากฏกระทบชิวหาทวาร
               ย่อมเป็นอารมณ์แห่งจิต  พอใจและไม่พอใจ

            -  โผฎฐัพพารมณ์  คือ  สรรพสิ่งอันบุคคลสัมผัสถูกต้อง  
               ปรากฏกระทบด้วยกาย  ย่อมเป็นอารมณ์แห่งจิตพอใจแลไม่พอใจ

            -  ธัมมารมณ์  คือ  เหตุผลสรรพทั้งปวง  อันจะพึงรู้ด้วยใจมโนทวาร
               ย่อมเป็นอารมณ์แห่งจิตพอใจและไม่พอใจ

อะธิปะติ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  ย่อมมีอธิบดีเป็นปัจจัย  ถึงพร้อมด้วยความ
สำเร็จ  ๔  ประการ  คือ

          -  ฉันทาธิปติ  ความปรารถนาเป็นใหญ่ให้สำเร็จการทั้งปวง

          -  วิริยาธิปติ  ความเพียรเป็นใหญ่ให้สำเร็จการทั้งปวง

          -  จิตตาธิปติ  จิตเป็ใหญ่ให้สำเร็จการทั้งปวง

          -  วิมังสาธิปติ  ปัญญาเป็นใหญ่ให้สำเร็จการทั้งปวง

อะนันตะระ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  ประกอบด้วยจิตและเจตสิก  เกี่ยวเนื่องเป็นสัมปฏิจฉันนะจิต
เป็นลำดับกัน  จะหาจิตและเจตสิกอื่นใดกางกั้นมิได้  จิตดวงหนึ่งดับไปจิตดวงใด
ที่ใกล้เคียงย่อมเกิดขึ้น  ธรรมที่เป็นกุศลก่อนย่อมยังประโยชน์แห่งกุศลในปัจจุบัน

สะมะนันตะระ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  ประกอบด้วยจิตแลเจตสิก  เกี่ยวเนื่องเป็นปัญจวิญญาณ
ประดุจเห็นอยู่ใกล้  เกิดแต่พอเป็นอย่าง ๆ  ประดุจดังว่าเข้าสู่นิโรธสมาบัติฉันนั้น

สะหะชาตะ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  ประกอบด้วยจิตและเจตสิก  แลรูป  บังเกิดพร้อมกันแล้ว
บรรดาจิตแลเจตสิกจะสัมปยุตต์รวมเข้าด้วยกัน

อัญญะมัญญะ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  ประกอบด้วยจิตแลเจตสิกและรูปกลาป
อันอาศัยซึ่งกันแลกัน  ย่อมประชุมรวมกัน  จึงสำเร็จการอันเป็นกุศล
ด้วยกายกรรม  วจีกรรม  แลมโนกรรม

นิสสะยะ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  บังเกิดเป็นที่อาศัยของมโนธาตุ  แลมโนวิญญาณ  
ธรรมนั้นแลได้ชื่อว่านิสสยปัจจัย

อุปะนิสสะยะ  ปัจจะโย,
ธรรมทั้งหลายเหล่าใด  บังเกิดเป็นที่อาศัยด้วยอุปาทายรูป ๒๔  ประการ
(ปสาทรูป ๕   วิสัยรูป ๔   ภาวรูป ๒   หทัยรูป ๑   ชีวิตรูป ๑   อาหาร ๑  
ปริจเฉทรูป ๑   วิญญัติรูป ๒   วิการรูป  ๓   ลักษณะรูป ๔)  ในมหาภูตรูป ๔
อันประกอบด้วย  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ธรรมนั้นแลได้ชื่อว่าอุปนิสสยปัจจัย



..........................................
 



       

               

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

๖. พระยมก


(๑๓ วัน  เทพพรหมสำเร็จ ๘ โกฎิ)

"พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว  ซึ่งพระยมกประดับ
ด้วยห้าพันหนึ่งร้อยธรรมขันธ์ พระยมกที่ทรงแสดงโดยอรรถว่าโดย
คู่บาลีก็เป็นคู่  วิสัชนาก็เป็นคู่  นี้เรียกว่า  พระยมก
ประกอบด้วยธรรม  ๑๐  ประการ  คือ

          -  มูลยมกะ  ว่าโดยอรรถเป็นคู่  บาลีเป็นคู่  ปุจฉาเป็นคู่  ดุจไม้รังทั้งคู่
              ทั้งแสดงโดยย่อ (อุเทส)  แสดงโดยแก้ไขแจกแจง (นิเทศ)

          -  ขันธยกมะ  ว่าโดยขันธ์ทั้ง ๕  (แสดงเป็นคู่)

          -  อายตนะยมกะ  ว่าโดยอายตนะ ๑๒  (เป็นคู่กัน)

          -  ธาตุยมกะ  ว่าโดยธาตุ  ๑๘

          -  สัจจยมกะ  ว่าโดยจตุราริยสัจจะทั้ง ๔

          -  สังขารยมกะ  ว่าโดยสังขาร ๓  (กายสังขาร  วจีฯ  มโนฯ)

          -  อนุสัยยมกะ  ว่าโดยอนุสัย  ๗  (กามราคานุสัย เป็นประธาน)

          -  จิตตยมกะ  ว่าโดยจิต

          -  ธัมมยมกะ  ว่าโดยเจตสิกธรรม ๕๒

          -  อินทรีย์ยมกะ  ว่่าโดยอินทรีย์ ๑๒  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม (ปุจฉา)
             มูลยมกะ  ว่า

เย  เกจิ  กุสะลา  ธัมมา,
ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล

สัพเพ  เต  กุสะละมูลา,
ธรรมทั้งหลายทั้งมวล  มีกุศลเป็นมูล

เย  วา  ปะนะ  กุสะละมูลา,
ธรรมทั้งหลายหมู่ใดเป็นกุศล  ธรรมหมู่นั้นแหละเป็นมูลแห่งกุศล  คือ

        -  อโลโภ  ละความโลภ  ย่อมให้สรรพสิ่งเป็นทาน

        -  อโทโส  ละความโกรธ  ย่อมรักษาศีลบริสุทธิ์เป็นอันดี

        -  อโมโห  ละความหลง  ย่อมเจริญเมตตาปฏิบัติภาวนา

สัพเพ  เต  ธัมมา  กุสะลา,
ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น  ล้วนเป็นกุศลหมดทั้งสิ้น

เยเกจิ  กุสะลา  ธัมมา,
ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล

สัพเพ  เต  กุสะละมูเล  นะ
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอันเดียวกับธรรม

เอกะมูลา,
ที่มีกุศลเป็นมูล

เยวา  ปะนะ  กุสะละมูเล  นะ
อีกอย่างหนึ่งธรรมเหล่าใด  มีมูลอันเดียวกับ

เอกะมูลา,
ธรรมที่เป็นกุศล  จะเป็นกามาวจรกุศลก็ดี  รูปาวจรกุศลก็ดี  อรูปวจรกุศลก็ดี  
กามาวจรกุศล  คือ  กุศลบำเพ็ญทาน  ศีล  ภาวนา  สดับฟังพระสัทธรรม  
รูปาวจรกุศล  คือ  กุศลที่เจริญรูปฌาน  มีองค์  ๔  คือ

          -  ปฐมฌาน  ประกอบด้วยองค์  ๕  คือ
             วิตก  วิจาร  ปิติ  สุข  เอกัคคตา

          -  ทุติยฌาน  ประกอบด้วยองค์  ๓  คือ
              ปิติ  สุข  เอกัคคตา

          -  ตติยฌาน  ประกอบด้วยดงค์  ๒  คือ  
             สุข  เอกัคคตา

          -  จตุตถฌาน  ประกอบด้วย
              เอกัคคตา  แลอุเบกขา  (ฌาน-เพ่ง)

-  วิตก  มีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์  (เหมือนก่อนตีระฆัง)

-  วิจาร  มีลักษณะพิจารณาอารมณ์นั้นเนือง ๆ  (ตีระฆังเสียงครวญ)

-  ปิติ  มีลักษณะอิ่มใจ  ชุ่มใจ  บังเกิดปิติ  ๕  ประการ  คือ

  • พระขุททกาปิติ  ขนพองสยองเกล้า
  • พระขณิกาปิติ  แสงปรากฏดุจสายฟ้าแลบ
  • พระโอกกันติกาปิติ  ดุจคลื่นกระทบฝั่งแล้วอันตรธานหายไป
  • พระอุเพงคาปิติ  ดุจกายลอยไปในนภากาศ
  • พระผรณาปิติ  เย็นกาย  น้ำตาไหล  ซึมซาบทั่วสรรพางค์กาย
-  สุุุข  มีลักษณะสืบต่อจากปิติ  บังเกิดกล้าหาญอยู่ในสันดาน
  • กายปัสสัทธิ  สุขเกิดจากความสงบกาย
  • จิตปัสสัทธิ  สุขเกิดในอารมณ์แลบังเกิด  ขณิกสมาธิ  อุปจารสมาธิ แลอัปนาสมาธิในที่สุด
-  เอกัคคตา  มีลักษณะกระทำให้แน่วแน่อยู่ในอารมณ์เดียว  
   จิตมิได้ซัดส่ายฟุ้งซ่านรำคาญใจ

-  อุเบกขา  มีลักษณะวางเแย  ไม่ยินดียินร้ายใน  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  
   สัมผัส  แลเป็นวิปัสสนาปัญญาในการพิจารณาสังขารธรรม

สัพเพ  เต  ธัมมา  กุสะลา,
ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น  ล้วนเป็นกุศลหมดทั้งสิ้น.


........................................
           


         





















วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

๕. กถาวัตถุ


(๑๓ วัน  เทพพรหมสำเร็จ ๗ โกฏิ)

(ปรารภปฐมปริศนา)

ปางเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ทรงพระอาวัชชนาการแจ้งว่า  นานไปเบื้องหน้า  
พระศาสนาล่วงไป ๒๐๘ พระพรรษา จะบังเกิดมีสาวกชื่อ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
ประกอบด้วยปัญญาวิสารทะ  จะยกตติสังคายนาแกล้วกล้าเฉลียวฉลาดหลักแหลม  
แล้วจะยกเอาพระสูตรของสกวาที  (ผู้ถาม)  ห้าร้อยสูตร พระปรวาที  (ผู้ตอบ)  
ห้าร้อยสูตร  มาสำแดงจัดแจงมาติกาไว้  จึงพระผู้มีพระภาคเจ้ายกเป็นปุจฉา
วิสัชนาพอสังเขป  กระทำอาการดุจอาจารย์ทั้งสองพระองค์ตรัส  ถามตอบซึ่งกันและกันว่า

ปุคคะโต  อุปะลัมภะติ  สัจฉิกัตถะ  
ปะระมัตเถนาติ,  (ถาม)
ดูกรอาจารย์  สัตว์ทั้งหลายย่อมมาสำคัญในรูปกายว่า  ผู้นั้นเป็นชาย  
ผู้นี้เป็นหญิง  สำคัญเอาว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลมีจริงหรือไม่ประการใด

อามันตา,  (ตอบ)
เออ  มีจริงดังถ้อยคำท่านกล่าวมากระนั้น

โย  สัจฉิกัตโถ  ปะระมัตโถ  ตะโต
ดูก่อนท่าน  ซึ่งคำว่าชาย  หญิง  ว่าสัตว์  ว่า

โส  ปุคคะโล  อุปะลัพภะติ  สัจฉิ  กัตถะปะระมัตเถนาติ,  (ถาม)
บุคคล มีโดยปรมัตถ์นั้น  สิ่งเดียวอันใดเล่า  ที่จัดเป็นสัตว์  เป็นบุคคล  
ขันธ์ทั้ง ๕ หรือ อายตนะ  ๑๒ หรือ ธาตุทั้ง ๑๘  หรืออินทรีย์ ๒๒  หรือทั้งหมดเหล่านี้  
หรือที่ได้ชื่อว่าสัตว์  ว่าบุคคล

นะ  เหวัง  วัตัพเพ,  (ตอบ)
ท่านไม่ควรกล่าวอย่างนี้  ไม่ชอบด้วยเหตุและผล  ขันธ์แลธาตุ  แลอายตนะ  
แลอินทรีย์มิได้,  ที่เราว่าหญิงว่าชาย  ว่าสัตว์  ว่าบุคคลว่าตัวตนเราเขา  
เราเห็นในพระสูตตันตปิฎกสิว่าไว้  ว่าหญิงชื่อนั้น  ชายชื่อนั้น  กระทำบาปสิ่งนั้น  
ไปเกิดในทุคติภูมิอยู่ที่ตรงนั้น ๆ  ได้ไปแล้วเสวยรมย์ชมสมบัติอย่างนั้น  
กระทำบุญสิ่งนั้น ๆ ได้ไปแล้วเสวยรมย์ชมสมบัติอย่างนั้น ๆ พระสูตรท่านว่าไว้  
แต่ล้วนเช่นนี้  เราจึงกล่าวว่าหญิงชาย  มีจริง ๆ

อาชานาหิ  นิคคะหัง,  (ถาม)
เดิมทีสิเราถามท่านโดยปรมัตถ์  ท่านรับว่ามีจริงแล้ว  เหตุไฉนท่านมากลับเสียเล่า  
ว่าเรามิได้ว่าโดยปรมัตถ์  ท่านจงรับนิคคหะเถิด  (การข่ม  การกำหราบ  การลงโทษ)

หัญจิ  ปุคคะโล  อุปะลัพภะติ  สัจฉิกัตถะ  
ปะระมัตเถนะ  เตนะ  วะตะเร  
วัตตัพเพ, (ถามกลับ)
ดูก่อน  อาจารย์เราจะถามท่านบ้าง  ถ้าจะว่าโดยปรมัตถ์นั้น  ไม่ได้ชื่อว่าหญิง  
ว่าชาย  ว่าสัตว์  ว่าบุคคล  จริงกระนั้นหรือ

โยสัจฉิกัตโถ  ปะระมัตโถ  ตะโต  โส  ปุคคะโล  
อุปะลัพเภติ  สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ  
มิจฉา  (ตอบกลับ)
จริงตามที่ว่ากระนั้น  ถ้าจะว่าโดยปรมัตถ์  ก็เป็นขันธ์เป็นธาตุ  เป็นอายตนะ  
เป็นอินทรีย์  สมมุติสัจจะกับปรมัตถ์สัจจะอาศัยกันแลกัน  มีครุวนาดุจเสียง
อันลั่นอยู่ในป่า  จะบังเกิดมีก็อาศัยแก่เสียงอันลั่นอยู่ในป่า  จะบังเกิดมีก็อาศัยแก่เสียงบุคคลอันยืนอยู่ริมป่า  แล้วแลร้องกู่ก้องไป  ปรากฎก้องดุจผู้กู่ตอบมา  เสียงก้องคือเสียงกู่  เสียงกู่คือเสียงก้อง  สมมุติสัจจะปรมัตถ์สัจจะโดยความหมายอันแท้จริง  จึงไม่ผิดจากอุปมัย  นี้แล.



......................................